Categories
General

สุดล้ำ Apple เปิดตัว iPhone 13 ใหม่ พร้อมเปิดขายในไทย 8 ต.ค. นี้

วันนี้ 15 กันยายน เมื่อเวลา 00.00 น. ที่ผ่านมา ภายในงานเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ของแอปเปิล “Apple Event California Streaming” ที่หลายคนตั้งตารอคอย แอปเปิลได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่สุดว้าวจำนวนมาก ไม่ทำให้ใครต้องผิดหวัง ซึ่งส่วนใหญ่ไม่ผิดไปจากการคาดการณ์ของสาวกแอปเปิลทั่วโลก พร้อมบิ๊กเซอร์ไพรส์ iPhone 13 Pro กับสเปกที่ดีที่สุดที่แอปเปิลเคยทำมา ขาดแต่เพียงการเปิดตัว MacBook Pro รุ่นใหม่เท่านั้น โดยมีไฮไลต์ที่น่าสนใจ ดังนี้

iPad เจเนอเรชัน 9

ใช้ชิป Apple A13 Bionic ซึ่งเร็วกว่าชิปเดิมที่ใช้ในไอแพดปีที่แล้ว ประสิทธิภาพการทำงานโดยรวมสูงขึ้น 20% พร้อมเคลมว่า “เร็วกว่าแท็บเล็ตแอนดรอยด์ที่ขายดีที่สุดถึง 6 เท่า”

สำหรับดีไซน์ยังคงเดิม กล้องหน้า 12 ล้านพิกเซล เลนส์อัลตราไวด์ มีฟีเจอร์ Center Stage ของ iPad Pro นำมาลงในไอแพดของปีนี้ ซึ่งสามารถปรับจอและเฟรมการถ่ายภาพวิดีโอให้โดยอัตโนมัติ

หน้าจอยังมีฟีเจอร์ True Tone หรือการปรับสีหน้าจอตามอุณหภูมิห้อง ไอแพดรุ่นปีนี้ยังรองรับ Apple Pencil เจนแรก ระบบปฏิบัติการ iPadOS 15 ส่วนความจุเริ่มต้นอยู่ที่ 64GB ซึ่งมากกว่ารุ่นก่อน

สำหรับ iPad เจเนอเรชัน 9 นี้เปิดราคาที่ 329 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 10,850 บาท) และมีราคานักศึกษา 299 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 9,800 บาท)

New iPad Mini

รีดีไซน์ใหม่ มี 4 สีใหม่ คือ ม่วง ชมพู สตาร์ไลต์ และสเปซเกรย์ เพิ่มขนาดหน้าจอเป็น 8.3 นิ้ว สะท้อนแสงน้อย ปุ่มเปิดปิดมี Touch ID สแกนนิ้ว

ส่วนตัวกล้องหลัง 12 ล้านพิกเซล กล้องหน้า 12 ล้านพิกเซล เลนส์อัลตราไวด์ รองรับ Center Stage เช่นกัน พร้อมลำโพงสเตอริโอในแนวนอน และเคสใหม่หลากสี รองรับ Apple Pencil เจนสอง

ประสิทธิภาพการทำงานของ CPU ดีขึ้น 40% ส่วน GPU ทำงานดีขึ้น 80%
ทำให้เร็วขึ้น ลื่นไหล พร้อมช่องเสียบ USB-C ส่งข้อมูลได้เร็วขึ้น 10 เท่า และยังรองรับ 5G ความเร็วสูงสุด 3.5 Gbps

สำหรับ New iPad Mini ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 499 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 16,500 บาท)

Apple Watch Series 7

ปรับปรุงขนาดหน้าจอใหม่ พื้นที่หน้าจอเพิ่มขึ้น 20% ขอบจอโค้ง ใช้จอกระจกที่แข็งแรงที่สุดที่เคยมีมา ความสว่างมากขึ้น 70% ปรับปรุงฟูลคีย์บอร์ดสามารถพิมพ์ได้ง่ายขึ้น

เพิ่มความทนทาน เป็น Apple Watch ที่ทนที่สุด กันแตก กันน้ำ แบตเตอรี่อยู่ได้นาน 18 ชั่วโมง รองรับระบบ Fast Charging ชาร์จแบตฯ ได้เร็วขึ้น 33% ชาร์จเพียง 45 นาที ได้ 80% มี 5 สีให้เลือก

Apple Watch Series 7 นี้ ราคาเปิดตัวอยู่ที่ 399 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 13,200 บาท)

iPhone 13 / iPhone 13 Mini

มาถึงพระเอกของงานอย่าง iPhone 13 / iPhone 13 Mini เปิดตัวมามีให้เลือก 5 สี ได้แก่ ชมพู ฟ้า ดำ สตาร์ไลต์ และแดง ขนาดหน้าจอ จอ 6.1 และ 5.4 นิ้ว รอยบาก (notch) จะมีขนาดเล็กลง หน้าจอสว่างขึ้น 800 nits

ความโดเด่นของไอโฟนรุ่นใหม่ยังอยู่ที่การใช้ชิปใหม่ “Apple A15 Bionic” CPU 6 คอร์ เป็น CPU ที่เร็วที่สุดขณะนี้ ส่วน GPU 4 คอร์ กราฟิกต่าง ๆ เร็วขึ้น 30% หน้าจอใช้ Super Retina XDR มีเซนามิกชิลด์กันกระแทก ตัวเครื่องทนทานกันน้ำ

แบตเตอรี่ใหญ่ขึ้นและอึดขึ้น โดย ไอโฟน 13 Mini อยู่ได้นานกว่า 12 Mini 1.5 ชม. ส่วนไอโฟน 13 อยู่ในนานกว่าไอโฟน 12 ถึง 2.5 ชม.

ส่วนกล้องถือเป็นสเปกเด่น กล้องหลัง 2 เลนส์แนวทแยง ถ่ายที่แสงน้อยได้ดีขึ้น เซนเซอร์ใหญ่กว่าเดิม และกล้องไวด์มีระบบกันสั่นแบบ Sensor Shift กล้องหลังยังมีโหมด Cinematic Mode ที่สามารถถ่ายคลิปวีดีโอแบบหน้าชัดหลังเบลอได้ดีเทียบเท่ากับการถ่ายภาพนยตร์ด้วยกล้องมือโปร และรองรับ 5G

iPhone 13 ราคาเริ่มต้น 799 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 26,300 บาท) iPhone 13 mini ราคาเริ่มต้น 699 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 23,000 บาท) มีให้เลือก 3 ความจุ คือ 128GB, 256GB และ 512GB

แต่ราคาในไทยคาดว่า iPhone 13 mini เริ่มต้น 25,900 บาท ส่วน iPhone 13 เริ่มต้น 29,900 บาท

iPhone 13 Pro / iPhone 13 Pro Max

เซอร์ไพรส์ของค่ำคืนนี้ คือ iPhone 13 Pro อละ 13 Pro Max ที่มาใน 4 สีสันสวยงาม หน้าจอขนาด 6.1 นิ้วและ 6.7 นิ้ว จอ Super Retina XDR มีระบบ “ProMotion” รองรับรีเฟรชเรตสูงสุด 120Hz จอยังปรับเฟรมเรตอัตโนมัติ เร็ว ลื่นไหล ไม่มีแล็ก และติดเซรามิกชิลด์ ส่วนตัวเครื่องกันน้ำ

ใช้ชิป A15 Bionic และ GPU 5 คอร์ ดีกว่ามือถือที่มีอยู่ในตลาดตอนนี้ 50%

ตัวกล้องสเปกเด่นยิ่งกว่า iPhone 13 มีกล้องหลัง 3 ตัว เซนเซอร์ใหม่ขนาดใหญ่ กล้อง 3 ตัวประกอบด้วย เลนส์ Telephoto เป็นเลนส์ระยะ 77mm เลนส์ Ultra-wide ใช้ f/ 1.8 และเลนส์ Wide ใช้ f/ 1.5 กล้องทุกตัวรองรับ Night Mode และสามารถถ่าย Macro Photography ได้ ถ่ายระยะใกล้ 2 ซม. ก็ยังคมชัด

ส่วนการถ่ายวิดีโอมีโหมด Macro Slow-Motion สามารถปรับระยะลึกของภาพได้ สามารถถ่ายแบบ ProRes ตัดต่อภาพยนตร์ได้ราวกับใช้โปรแกรม Final Cut อัดเพลงได้

สำหรับแบตเตอรี่ iPhone 13 Pro อยู่ได้นานกว่า 12 Pro 1.5 ชม. ส่วน iPhone 13 Pro Max นอยู่ได้นานกว่า 12 Pro Max ถึง 2.5 ชม.

ความจุเริ่มต้นของ iPhone 13 Pro อยู่ที่ 128GB, 256GB, 512GB และ 1TB ซึ่งเป็นครั้งแรกของไอโฟนที่ให้ความจุมากขนาดนี้

ราคาเริ่มต้น iPhone 13 Pro อยู่ที่ 999 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 33,000 บาท) และ iPhone 13 Pro Max ราคาเริ่มต้น 1099 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 36,200 บาท)

แต่ราคาในไทยคาดว่า iPhone 13 Pro เริ่มต้น 38,900 บาท และ iPhone 13 Pro Max เริ่มต้น 42,900 บาท

 

Leave a Reply