ยายวัย 68 ปี ตามองไม่ค่อยเห็น ต้องขับรถพาลูกไตวายระยะสุดท้ายไปหาหมอ

วันนี้เราขอนำเสนอเรื่องราวของคนสู้ชีวิต หลังจากกรณีมีผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่ง โพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊กส่วนตัว พร้อมบรรยายว่าใครที่เดินทางเส้นบางกระทุ่ม วังน้ำคู้ บ้านใหม่ วัดพริก พิด’โลก ถ้าเจอป้ากับลูกชายก็ระมัดระวังด้วยนะครับ ลูกแกพิпารต้องฟอกไตอาทิตย์ละ 3 ครั้ง

พร้อมลงรูปภาพรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง โดยด้านหลังติดป้ายไวนิลที่เขียนข้อความเอาไว้ว่า “โปรดระวัง อย่าชนยาย ยายขับรถไม่เก่ง ยายจำเป็นต้องพาลูกพิпารเดินไม่ได้ไปฟอกไต อาทิตย์ละ 3 ครั้ง ยายมาจากบางกระทุ่ม ยายอายุ 68 ปีแล้ว ยายตาไม่ดี อย่าชนยาย”

ล่าสุด วันที่ 1 ก.พ. 64 มีรายงานว่า ที่บ้านเลขที่32 หมู่9 บ้านบางกระทุ่มใน ต.บางกระทุ่ม อ.บางกระทุ่ม จ.พิษณุโลก เป็นบ้านไม้ชั้นเดียวสภาพเก่าทรุดโทรม พบกับ นางเปรี้ยว สุขแสง อายุ 68 ปี กำลังดูแลทำกายภาพบำบัดให้กับ นายอาทิตย์ สุขแสง อายุ 37 ปี ลูกชาย ที่ป่วຍด้วยอาการเส้นโลหิตในสมองแตก ร่างกายอัมพาตซีกซ้าย และป่วຍเป็นไตวายระยะสุดท้าย

นางเปรี้ยว กล่าวว่า ตนมีลูกทั้งหมด 5 คน ลูกสาว 4 คน และลูกชาย 1 คน ลูกสาวเสีຍชีวิตไปแล้ว 2 คน จากโรคเส้นโลหิตในสมองแตกและเนื้องอกในสมอง ส่วนสามีของตนเคยทำงานเป็นเจ้าหน้าที่การรถไฟก็เสีຍชีวิตด้วยโรคเส้นโลหิตในสมองแตกเช่นกัน

ส่วน นายอาทิตย์ เป็นลูกชายคนเล็ก ป่วຍด้วยโรคเส้นโลหิตในสมองแตกและเป็นโรคไตรักษาตัวมาเป็นระยะเวลาถึง 2 ปี ตนต้องคอยดูแลอย่างใกล้ชิด เพราะลูกชายช่วยเหลือตนเองไม่ได้

ต้องพาไปฟอกไตที่โรงพยาบาลพุทธชินราชและโรงพยาบาลรวมแพทย์ อาทิตย์ละ 3 ครั้ง ค่าใช้จ่ายค่ารักษาพยาบาลก็ไม่เพียงพอ การเดินทางก็แสนยากลำบากเพราะตนก็พิпารตามองไม่ค่อยเห็น

แถมหลังก็ปวดเพราะเคยถูกควายไล่ขวิดได้รับบาดเจ็บ ต้องขี่รถจักรยานยนต์พ่วงข้างพาบุตรชายไปหาหมอ บางครั้งก็มองไม่เห็นถนนหนทาง ถูกรถยนต์ขับมาเบียดบ้าง ขับมาชนด้านท้ายบ้าง

บางครั้งถึงกับประสบอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์ตกข้างทางก็เคยมีมาแล้ว บุตรชายต้องคอยช่วยดูทาง ดูรถ ดูถนนให้ เพราะสายตาของตนจะมองไม่ค่อยเห็นชัดเท่าใดนัก ระยะทางไปกลับจากบ้านไปโรงพยาบาลก็ร่วมกว่า 80 กม. ออกบ้านแต่เช้าตรู่ ถึงบ้านก็เย็นเกือบมืดค่ำ

จึงตัดสินใจไปจ้างให้เขาทำป้ายไวนิลติดเตือนให้ระวังอย่าชนยายเอาไว้ท้ายรถพ่วงข้างเพื่อป้องกันอุบัติเหตุ หรือให้คนที่ขับรถยนต์มองเห็นชัด ๆ และระวังจะชนรถของตนเอง

นอกจากนี้หมอเคยนัดให้ตนไปผ่าตัดหลังที่ปวด เนื่องจากถูกควายไล่ขวิด แต่ก็ไม่สามารถไปผ่าตัดได้ ถ้าหากไปผ่าตัดก็ต้องนอนพักฟื้นรักษาตัวเป็นเวลานาน

แล้วใครจะดูแลพาบุตรชายที่ป่วຍไปฟอกไตระยะสุดท้าย จึงต้องยอมทนเจ็บทนเหนื่อຍต่อไปเช่นนี้ รายได้ครอบครัวก็น้อยนิด เพราะหาเลี้ยงชีพด้วยการรับจ้างเก็บลูกฝรั่งขๅย เผาถ่านขๅยบ้าง เก็บผักบุ้งขๅยประทังชีวิตไปวัน ๆ บ้าง

ด้าน นายอาทิตย์ กล่าวว่า เมื่อก่อนตนทำงานอยู่ที่โรงงานแห่งหนึ่งใน จ.ชลบุรี แล้วกลับมาเยี่ยมแม่ที่บ้าน จู่ ๆ ก็ปวดหัวแล้ววูบไปเลย แม่ต้องพาไปหาหมออย่างเร่งด่วน

จนมาพบว่าป่วຍด้วยอาการเส้นโลหิตในสมองแตก ร่างกายเป็นอัมพาตครึ่งซีก มิหนำซ้ำยังมาป่วຍเป็นโรคไตอีก มาถึงปัจจุบันเป็นเวลา 2 ปีแล้ว แพทย์ได้แจ้งกับตนว่าเป็นไตวายระยะสุดท้ายแล้ว จะต้องเดินทางไปฟอกไตที่โรงพยาบาล อาทิตย์ละ 3 ครั้ง

ถ้าไม่ฟอกไตร่างกายก็จะแย่มาก ๆ ฉี่ไม่ออก น้ำท่วมปอดอาจจะเสีຍชีวิตได้ทันที ส่วนการเดินทางไปโรงพยาบาลก็เป็นอุปสรรค เพราะแม่ตาพิпารข้างหนึ่ง มองเห็นไม่ค่อยชัด ตนก็จะคอยช่วยดูทางให้ตลอด คอยบอกว่ามีสัญญาณไฟแดงหรือสัญญาณไฟเขียวตรงไหนบ้าง และคอยช่วยเปิดไฟเลี้ยวให้

ที่ผ่านมาก็มีหลายหน่วยงานเข้ามาช่วยเหลือ อาทิ สำนักงาน ปภ. สำนักงานประกันสังคม อบจ.พิษณุโลก อบต.ท้องถิ่น ก็ช่วยเหลือกันพอสมควร

แต่ทุกวันนี้ก็ยังลำบากเรื่องการเดินทาง จึงอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอำนวยความสะดวกเรื่องการเดินทางไปโรงพยาบาลบ้าง เพราะเป็นห่วงแม่ขับขี่รถจักรยานยนต์ไม่ค่อยแข็ง ขับรถจักรยานยนต์ไม่เก่ง และอายุท่านก็มากแล้ว เคยเหมารถยนต์ไปครั้งหนึ่งก็มีค่าใช้จ่ายจำนวนมาก

ขณะที่ นายเจษฎา จันทร์ท่าฬ่อ อายุ 35 ปี ผู้โพสต์ลงเฟซบุ๊ก กล่าวว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นช่วงวันที่ 30 ม.ค. ที่ผ่านมา ขณะที่ตนพาแม่ไปโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยนเรศวร

เนื่องจากประสบอุบัติเหตุเล็กน้อย ระหว่างทางกลับบ้านก็พบกับรถจักรยานยนต์พ่วงข้างคันหนึ่ง แต่ต้องสะดุดสายตาเหลือบไปมองเห็นข้อความบนแผ่นป้ายไวนิลที่ติดเอาไว้ด้านหลังรถพ่วง

ซึ่งตนเห็นแล้วน่าสงสารและน่าเห็นใจชีวิตของยายเป็นอย่างมาก เพราะอายุขนาดนี้แล้วยังต้องลำบากพาลูกชายไปหาหมอฟอกไต จึงนำเรื่องราวทั้งหมดไปโพสต์ลงในเฟซบุ๊กส่วนตัว

นายเจษฎา กล่าวต่อว่า หลังจากโพสต์ไปไม่นานก็มีผู้ใจบุญติดต่อยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือจำนวนมาก หลังจากนั้นตนก็พยายามหาที่อยู่บ้านพักของยายเปรี้ยว

กระทั่งทราบว่าพักอาศัยอยู่ที่บ้านหลังดังกล่าวจึงเดินทางมาหา ก็พบว่าสภาพบ้านค่อนข้างเก่าทรุดโทรมตามกาลเวลา หลอดไฟบางดวงก็ดับใช้งานไม่ได้ ด้วยความที่ตนทำงานเกี่ยวกับไฟฟ้าจึงซ่อมแซมให้ด้วยความยินดี ที่ได้ช่วยเหลือยายและเป็นสะพานบุญในครั้งนี้

นอกจากนี้จะทำการติดตั้งไฟส่องสว่างด้านท้ายรถจักรยานยนต์พ่วงข้างให้กับยายเปรี้ยว เพื่อให้รถยนต์ที่ขับตามมาด้านหลังมองเห็นเด่นชัด จะได้ป้องกันอุบัติเหตุที่ไม่คาดคิด ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นกับยายเปรี้ยวระหว่างเดินทางพาลูกไปหาหมอฟอกไตที่โรงพยาบาลอีกด้วย

สำหรับผู้ที่ใจบุญมีจิตกุศลเมตตาคิดอยากช่วยเหลือครอบครัวของคุณยายเปรี้ยวให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น สามารถโอนเงินร่วมทำบุญได้ที่ธนาคารกรุงเทพ หมายเลขบัญชี 470-022600-6 สาขาบางกระทุ่ม ชื่อบัญชี นางเปรี้ยว สุขแสง หรือโทรสอบถามได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 063-1356643

แหล่งที่มา sanook

เรียบเรียงโดย love3th.com

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *